ตำรวจจับเว็บพนัน ได้ยังไง เปิดเบื้องหลังการสืบสวนโลกออนไลน์

ตำรวจจับเว็บพนัน ได้ยังไง

ตำรวจจับเว็บพนัน ได้ยังไง คำตอบคือ เขาไม่ได้เริ่มจากจับหน้าเว็บ แต่เริ่มจากจับร่องรอย ทั้งเส้นทางการเงิน จากบัญชีรับ–โอน ที่อาจมีหลายทอดก็ตาม รวมไปถึงหลักฐานดิจิทัล อย่างโดเมน/ไอพี/ล็อกการใช้งาน และคนในเครือข่าย เช่น แอดมิน–บัญชีม้า–ผู้รับผลประโยชน์ แล้วจึงขยายผลต่อไป

  • จับเว็บพนันไม่ใช่กดปิดเว็บแล้วจบจริงไหม?
  • ทำไมเส้นเงินถึงพาไปถึงตัวการได้?
  • เล่นพนันก็ผิดจัดเว็บยิ่งหนัก จริงหรือไม่?

จับเว็บพนันไม่ใช่กดปิดเว็บแล้วจบ จริงไหม?

ถ้ามองในภาพใหญ่ เกี่ยวกับเรื่อง ตำรวจจับเว็บพนัน ได้ยังไง การจับเว็บพนันคือการ “ไล่เครือข่าย” ไม่ใช่ไล่ลิงก์ เพราะเว็บเปลี่ยนชื่อ–เปลี่ยนโดเมนได้เร็ว แต่เงินกับคนเปลี่ยนยากกว่า ในช่วงปลายปี 2025 มีรายงานการจับคดีพนันออนไลน์กว่า 950 คดี และการปิดกั้น URL ผิดกฎหมายกว่า 75,000 URL 

ซึ่งสะท้อนว่าภารกิจมันย้ายจากหน้าเว็บไปสู่ “โครงสร้างหลังบ้าน” มากขึ้น และใน สถานการณ์เว็บพนันไทย 2026 ที่คนรู้สึกว่าเว็บผุดง่ายเหมือนเห็ด

โดยสิ่งที่ทำให้จับได้จริงมักเป็นพฤติกรรมซ้ำๆ เช่น เส้นเงินวิ่งผ่านบัญชีเดิม กลุ่มคนเดิม หรือรูปแบบโอนที่เหมือนกันภายในไม่กี่วินาที ต่อให้หน้าเว็บหายไป 1–2 วัน เครือข่ายการเงินยังทิ้งรอยไว้เสมอ

แกะรอยจาก “เส้นทางการเงิน” ทำไมเส้นเงินถึงพาไปถึงตัวการได้?

คำว่า “เส้นเงิน” ในงานสืบสวนคือเส้นทางของธุรกรรมที่ไหลจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก, โอน, ถอน, ซื้อสินทรัพย์ หรือแบ่งผลประโยชน์ ถ้าเป็นธุรกรรมผิดกฎหมาย เส้นเงินมักถูกทำให้ซับซ้อน ด้วยการโอนผ่าน “คนกลาง” หลายชั้น เพื่ออำพรางที่มาและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ (17 พฤษภาคม 2025) [1]

แต่ความซับซ้อนนี่แหละที่กลายเป็นแพทเทิร์นให้ตำรวจจับได้ โดยเว็บพนันจำนวนมากต้องพึ่ง “ท่อส่งเงิน” อย่างบัญชีม้า เพราะเงินจากผู้เล่นต้องเข้าระบบอย่างรวดเร็วและกระจายออกเร็วพอ บางกรณีมีการโยกเงินต่อภายในระดับ 30 วินาที แล้ววิ่งผ่านบัญชีลำดับที่ 2–3 เพื่อทำให้ย้อนรอยยากขึ้น 

ซึ่งนี่คือรูปแบบ “Layering” แบบที่พบได้บ่อยในคดีเส้นเงิน และสุดท้าย การตามเส้นเงินไม่ได้จบแค่ “รู้ว่าเงินไปไหน” แต่ใช้ขยายผลไปถึง “ใครคุมบัญชี” และ “ใครได้ประโยชน์” เพราะตัวการมักไม่โผล่หน้าฉาก การเงินเลยกลายเป็นประตูหลังที่พาไปเจอคนหลังม่านได้ตรงที่สุด

เว็บพนันกับการฟอกเงิน ทำไมคดีมันไม่จบแค่เรื่องพนัน?

การฟอกเงินคือการทำให้เงินจากกิจกรรมผิดกฎหมายดูเหมือนถูกต้อง เพื่อนำกลับมาใช้ในระบบการเงินปกติได้ (7 มีนาคม 2025) [2] โดยทั่วไปมักมี 3 ช่วง: นำเงินเข้า ก่อนทำให้ซับซ้อน ซึ่งไปจบที่รวมกลับสู่ระบบ และเว็บพนันเป็นหนึ่งในแหล่งเงินหมุน ที่เอื้อต่อการทำให้เงินดูเหมือนรายได้ปกติได้ง่าย โดย

  • Placement: เงินเข้าเร็ว แยกย่อยเพื่อไม่ให้สะดุดตา เงินจากผู้เล่นอาจถูกแบ่งฝาก/โอนหลายครั้ง เช่น 10–20 รายการ ต่อวันกระจายเข้าหลายบัญชี เพื่อเลี่ยงการดูเด่นเป็นก้อนเดียว แล้วค่อยโยนไปบัญชีถัดไป จุดนี้ตำรวจมักมอง “ความถี่” และ “รูปแบบซ้ำ” เป็นสัญญาณเริ่มต้น
  • Layering: โอนหลายทอดให้หลงทาง แต่ยิ่งโอนยิ่งทิ้งรอย การโอนต่อไปบัญชีม้าลำดับที่ 2 และ 3 แบบรวดเร็ว หรือย้ายจากธนาคารไปคริปโตผ่านกระดานเทรด ทำให้เส้นเงินดูวกวน แต่ก็สร้างรอยต่อให้ทำแผนที่ธุรกรรมได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีจังหวะโอนถี่ระดับ ไม่กี่นาที ต่อรอบ
  • Integration: เงินกลับมาในรูปทรัพย์สิน “เหมือนถูกกฎหมาย” เมื่อเงินเริ่มสะอาดขึ้น มักถูกแปลงเป็นทรัพย์สิน เช่น รถ ที่ดิน หรือเงินลงทุน แล้วกระจายถือครองหลายชื่อ การยึด/อายัดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับคดีเว็บพนันในบางคดีมีมูลค่าหลัก ร้อยล้านบาท และมีการอายัดได้ “ชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน” ตามกระบวนการที่ปรากฏในข่าว
  • ทำไมต้องฟอก: เพราะเงินสกปรกใช้ยาก และเสี่ยงถูกอายัด เงินจากกิจกรรมผิดกฎหมายหากเอาเข้าระบบตรงๆ มีโอกาสถูกตรวจพบและอายัดได้ การฟอกจึงเป็นเหมือน “การทำให้เงินเนียน” เพื่อให้จับยากขึ้น แต่ถ้าโดนเข้าฐานฟอกเงินจริง โทษหนักกว่าแค่พนันชัดเจน
  • บทลงโทษฟอกเงิน: หนักพอให้คดีพลิกระดับทันที ตามกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงิน มาตรา 60 ระบุโทษจำคุก 1–10 ปี และปรับ 20,000–200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมตำรวจมักเดินเกม “ตามเงิน” เพื่อให้คดีไปไกลกว่าหน้าเว็บ
  • เงินไม่โกหก: ยิ่งพยายามซ่อน ยิ่งเพิ่มจุดเชื่อมให้สืบต่อ หลายคนคิดว่าโอนหลายทอดคือปลอดภัย แต่ในงานสืบสวน มันคือการเพิ่ม “จุดแวะพัก” ให้เส้นเงินมีโหนดมากขึ้น พอมีหนึ่งจุดหลุด ก็ไล่ย้อนได้เป็นสายพานยาว

ภาพรวม ตำรวจจับเว็บพนัน ได้ยังไง จากลิงก์หน้าเว็บ สู่การจับและยึดทรัพย์ 

  • ค.ศ. 1994–1999: ยุคเว็บพนันเริ่มโต พร้อมแนวคิดสืบด้วยหลักฐานดิจิทัล เมื่อพนันย้ายขึ้นออนไลน์ การสืบเริ่มพึ่งร่องรอยอย่าง IP/โดเมน/บันทึกการใช้งานมากขึ้น ภาพรวมคือหน้าเว็บเปลี่ยนได้ แต่ข้อมูลการเข้าถึงต้องมีร่องรอยในระบบเครือข่าย
  • ค.ศ. 2003–2010: โครงสร้างการเงินซับซ้อนขึ้น เส้นเงินกลายเป็นอาวุธหลัก รูปแบบโอนหลายทอดและคนกลางเริ่มเด่นในคดีออนไลน์ ทำให้เส้นทางธุรกรรม กลายเป็นแผนที่สำคัญ ยิ่งมีการโอนถี่และซ้ำแพทเทิร์น ยิ่งจับความสัมพันธ์ได้เร็ว
  • ค.ศ. 2015–2020: ยุคที่มือถือ และระบบวอลเล็ทเติบโต การโอนเร็วขึ้น เกมสืบก็เร็วขึ้น เมื่อโอนเงินได้ภายในไม่กี่วินาที รูปแบบ “วิ่งภายใน 30 วินาที” เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในบริบทบัญชีม้า การสืบสวนจึงต้องพึ่งการวิเคราะห์ธุรกรรมแบบเป็นเครือข่ายมากกว่าย้อนรายการทีละบรรทัด
  • ค.ศ. 2024–2025: การยึด/อายัดทรัพย์เป็นหมัดหนักเพื่อทำลายแรงจูงใจ หลายคดีไม่ได้จบที่ปิดเว็บ แต่ไปไกลถึงตัดกำลังทุนด้วยการยึด/อายัดทรัพย์ เช่น ข่าวที่ระบุการอายัดทรัพย์มูลค่ารวมประมาณ 159 ล้านบาท และกำหนดกรอบเวลาอายัดชั่วคราว ไม่เกิน 90 วัน
  • ค.ศ. 2025 ปลายปี: ตัวเลขคดี–URL ที่ถูกปิดกั้นสะท้อนการบุกหลังบ้านจริงจัง ข้อมูลที่เผยแพร่ในช่วงปลายปีมีการกล่าวถึงการจับคดีพนันออนไลน์กว่า 950 คดี และปิดกั้น URL ผิดกฎหมายกว่า 75,000 URL ซึ่งบอกว่าเกมไล่ลิงก์ยังมีอยู่ แต่ “เกมไล่เครือข่าย” กลายเป็นแกนหลักมากขึ้น

โดยภาพรวม วิธีจับเว็บพนันในวันนี้จึงเหมือน “จับปลาในบ่อที่เปลี่ยนทางน้ำตลอด” ทางลัดคือไม่วิ่งตามเงาหน้าเว็บอย่างเดียว แต่ใช้เส้นเงิน + หลักฐานดิจิทัล + การยึดทรัพย์เป็นหมัดปิดจบ พร้อมขยายผลไปถึงตัวการที่ไม่โชว์หน้า

เล่นพนันก็ผิด จัดเว็บยิ่งหนัก จริงหรือไม่?

ตำรวจจับเว็บพนัน ได้ยังไง

หลายคนคิดว่า “เป็นแค่ผู้เล่น ไม่น่ามีอะไร” แต่ในทางกฎหมาย ผู้เข้าเล่นก็มีความผิดตาม พ.ร.บ.การพนันฯ โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้จัด/เจ้ามือ/ผู้เกี่ยวข้องกับเว็บ มีโทษหนักขึ้นถึงจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนั้น ตำรวจไซเบอร์เคยสื่อสารเตือนว่าเว็บพนันออนไลน์มีลักษณะคล้าย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์รูปแบบหนึ่ง” คือออกแบบให้ช่วงแรกเหมือนได้ผลตอบแทนเพื่อเร่งความโลภ แล้วค่อยลากให้เติมเพิ่มจนเสี่ยงหมดตัว มันไม่ใช่แค่เรื่องดวง แต่เป็นเรื่องกลไกชักจูง+พฤติกรรมมนุษย์ที่โดนเล่นงาน

และถ้าคดีขยายไปถึงเรื่องเส้นเงิน/ฟอกเงิน โทษจะกระโดดขึ้นอีกระดับตามกฎหมายฟอกเงิน มาตรา 60 ที่กล่าวถึงโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับสูงสุด 200,000 บาท ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม “ตามเงิน” ถึงเป็นเส้นชัยของการสืบสวนหลายคดี (18 พฤษภาคม 2025) [3]

เช็กตัวเองแบบไม่โลกสวย: 4 วิธี “หยุดความเสี่ยง” ที่ทำได้ทันที

ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้แล้วเริ่มรู้สึกว่าเรื่องมันไม่ได้เล่น ๆ เป้าหมายไม่ใช่ทำให้กลัว แต่ทำให้ “เกิดการกระทำ” ที่ช่วยลดความเสี่ยงจริงในโลกออนไลน์

  • หยุดโอน/หยุดเติมทันที ถ้าสงสัยว่าเกี่ยวข้องเว็บพนันหรือบัญชีม้า
    แค่มีธุรกรรมหลุดไปเกี่ยวกับบัญชีม้า ก็อาจทำให้ยุ่งยากขึ้นในภายหลัง โดยเฉพาะเมื่อมีการโอนถี่หลายทอด การหยุดเร็ว 1 ครั้ง ดีกว่าแก้ทีหลัง 10 ขั้นตอน
  • อย่ารับโอนจากแหล่งที่มาไม่ชัด แม้เป็นเงิน “เล็กน้อย”
    เงินหลัก ร้อย–พัน ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าต้นทางเป็นเส้นเงินที่กำลังถูกไล่ มันพาเรื่องให้ยาวได้ การรับโอนแบบไม่รู้ที่มา จึงเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้ม
  • เก็บหลักฐานให้ครบ: สลิป/เวลา/เลขบัญชี/แชต
    คดีออนไลน์ชนะกันที่รายละเอียด เช่น เวลาโอน, จำนวนเงิน, ช่องทางติดต่อ ถ้าคุณมีข้อมูลครบ 4 อย่างนี้ การอธิบายเส้นทางธุรกรรมจะชัดขึ้นมากกว่าการจำแบบคร่าว ๆ
  • ถ้าเผลอโอนหรือเกี่ยวข้องแล้ว ให้รีบติดต่อธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    หลายคนชะล่าใจเพราะคิดว่าแค่โอนครั้งเดียวไม่เป็นไร แต่คดีเส้นเงินมันวิ่งเร็ว การรีบแจ้งเร็วอาจลดความเสียหายและลดความเข้าใจผิดในภายหลัง

ถ้าทำให้ “เส้นเงินใส” ได้ อาชญากรรมจะหายไปกี่เปอร์เซ็นต์?

ลองคิดกลับด้านแบบสร้างสรรค์: เว็บพนันอยู่ได้เพราะทำให้เงินไหล “เร็วและมืด” ถ้าสังคมทำให้การเงิน “ช้าลงนิดและใสขึ้นหน่อย” เช่น รู้เท่าทันบัญชีม้า ลดการรับโอนมั่ว ๆ หรือแยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีทำงานชัดขึ้น ความเสียหายอาจลดลงแบบจับต้องได้

และถ้าเรามองการสืบสวนเป็นเหมือน “แผนที่เครือข่าย” เงินคือเส้นเชื่อม คนคือโหนด เว็บคือหน้ากาก การตัดเส้นเชื่อมด้วยความรู้พื้นฐานทางการเงินของประชาชน อาจทำให้เครือข่ายขยายยากขึ้นกว่าการวิ่งไล่ปิดเว็บทีละลิงก์ด้วยซ้ำ

ข้อสรุป ตำรวจจับเว็บพนัน ได้ยังไง?

ตำรวจจับเว็บพนัน ได้ยังไง ตอบชัด ๆ คือ “จับด้วยรอยที่เว็บลบไม่ทัน” โดยเฉพาะเส้นทางการเงินที่วิ่งผ่านบัญชีม้าและโอนหลายทอด ผสานหลักฐานดิจิทัลเพื่อระบุตัวคนและบทบาท แล้วปิดเกมด้วยการยึด/อายัดทรัพย์ ซึ่งในคดีฟอกเงินมีโทษสูงสุด 10 ปี และปรับสูงสุด 200,000 บาท

ถ้าเว็บปิดใน 1 วัน ทำไมตำรวจยังจับคนได้ทีหลัง?

คำตอบคือ เพราะการสืบไม่ได้ผูกกับหน้าเว็บอย่างเดียว แต่ผูกกับเส้นเงินและหลักฐานดิจิทัล ธุรกรรมที่เกิดขึ้นก่อนเว็บปิดยังคงมีบันทึกจำนวนเงิน–เวลา–ปลายทาง ย้อนแผนที่ได้แม้ผ่านไป 7–30 วัน หากข้อมูลครบ

เงินโอนไปหลายทอดแล้ว ยังตามทันจริงเหรอ?

คำตอบคือ ตามได้ในเชิงเครือข่าย เพราะ “หลายทอด” คือหลายจุดเชื่อม ยิ่งมีการโอนถี่ เช่นภายในระดับ 30 วินาที หรือหลายครั้งต่อวัน ยิ่งสร้างแพทเทิร์นให้จับความสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ว่าหลายทอดแล้วปลอดภัยเสมอ

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง