
ตำรวจจับเว็บพนัน ได้ยังไง เปิดเบื้องหลังการสืบสวนโลกออนไลน์
- Spawn
- 102 views

ตำรวจจับเว็บพนัน ได้ยังไง คำตอบคือ เขาไม่ได้เริ่มจากจับหน้าเว็บ แต่เริ่มจากจับร่องรอย ทั้งเส้นทางการเงิน จากบัญชีรับ–โอน ที่อาจมีหลายทอดก็ตาม รวมไปถึงหลักฐานดิจิทัล อย่างโดเมน/ไอพี/ล็อกการใช้งาน และคนในเครือข่าย เช่น แอดมิน–บัญชีม้า–ผู้รับผลประโยชน์ แล้วจึงขยายผลต่อไป
ถ้ามองในภาพใหญ่ เกี่ยวกับเรื่อง ตำรวจจับเว็บพนัน ได้ยังไง การจับเว็บพนันคือการ “ไล่เครือข่าย” ไม่ใช่ไล่ลิงก์ เพราะเว็บเปลี่ยนชื่อ–เปลี่ยนโดเมนได้เร็ว แต่เงินกับคนเปลี่ยนยากกว่า ในช่วงปลายปี 2025 มีรายงานการจับคดีพนันออนไลน์กว่า 950 คดี และการปิดกั้น URL ผิดกฎหมายกว่า 75,000 URL
ซึ่งสะท้อนว่าภารกิจมันย้ายจากหน้าเว็บไปสู่ “โครงสร้างหลังบ้าน” มากขึ้น และใน สถานการณ์เว็บพนันไทย 2026 ที่คนรู้สึกว่าเว็บผุดง่ายเหมือนเห็ด
โดยสิ่งที่ทำให้จับได้จริงมักเป็นพฤติกรรมซ้ำๆ เช่น เส้นเงินวิ่งผ่านบัญชีเดิม กลุ่มคนเดิม หรือรูปแบบโอนที่เหมือนกันภายในไม่กี่วินาที ต่อให้หน้าเว็บหายไป 1–2 วัน เครือข่ายการเงินยังทิ้งรอยไว้เสมอ
คำว่า “เส้นเงิน” ในงานสืบสวนคือเส้นทางของธุรกรรมที่ไหลจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก, โอน, ถอน, ซื้อสินทรัพย์ หรือแบ่งผลประโยชน์ ถ้าเป็นธุรกรรมผิดกฎหมาย เส้นเงินมักถูกทำให้ซับซ้อน ด้วยการโอนผ่าน “คนกลาง” หลายชั้น เพื่ออำพรางที่มาและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ (17 พฤษภาคม 2025) [1]
แต่ความซับซ้อนนี่แหละที่กลายเป็นแพทเทิร์นให้ตำรวจจับได้ โดยเว็บพนันจำนวนมากต้องพึ่ง “ท่อส่งเงิน” อย่างบัญชีม้า เพราะเงินจากผู้เล่นต้องเข้าระบบอย่างรวดเร็วและกระจายออกเร็วพอ บางกรณีมีการโยกเงินต่อภายในระดับ 30 วินาที แล้ววิ่งผ่านบัญชีลำดับที่ 2–3 เพื่อทำให้ย้อนรอยยากขึ้น
ซึ่งนี่คือรูปแบบ “Layering” แบบที่พบได้บ่อยในคดีเส้นเงิน และสุดท้าย การตามเส้นเงินไม่ได้จบแค่ “รู้ว่าเงินไปไหน” แต่ใช้ขยายผลไปถึง “ใครคุมบัญชี” และ “ใครได้ประโยชน์” เพราะตัวการมักไม่โผล่หน้าฉาก การเงินเลยกลายเป็นประตูหลังที่พาไปเจอคนหลังม่านได้ตรงที่สุด
การฟอกเงินคือการทำให้เงินจากกิจกรรมผิดกฎหมายดูเหมือนถูกต้อง เพื่อนำกลับมาใช้ในระบบการเงินปกติได้ (7 มีนาคม 2025) [2] โดยทั่วไปมักมี 3 ช่วง: นำเงินเข้า ก่อนทำให้ซับซ้อน ซึ่งไปจบที่รวมกลับสู่ระบบ และเว็บพนันเป็นหนึ่งในแหล่งเงินหมุน ที่เอื้อต่อการทำให้เงินดูเหมือนรายได้ปกติได้ง่าย โดย
โดยภาพรวม วิธีจับเว็บพนันในวันนี้จึงเหมือน “จับปลาในบ่อที่เปลี่ยนทางน้ำตลอด” ทางลัดคือไม่วิ่งตามเงาหน้าเว็บอย่างเดียว แต่ใช้เส้นเงิน + หลักฐานดิจิทัล + การยึดทรัพย์เป็นหมัดปิดจบ พร้อมขยายผลไปถึงตัวการที่ไม่โชว์หน้า

หลายคนคิดว่า “เป็นแค่ผู้เล่น ไม่น่ามีอะไร” แต่ในทางกฎหมาย ผู้เข้าเล่นก็มีความผิดตาม พ.ร.บ.การพนันฯ โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้จัด/เจ้ามือ/ผู้เกี่ยวข้องกับเว็บ มีโทษหนักขึ้นถึงจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนั้น ตำรวจไซเบอร์เคยสื่อสารเตือนว่าเว็บพนันออนไลน์มีลักษณะคล้าย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์รูปแบบหนึ่ง” คือออกแบบให้ช่วงแรกเหมือนได้ผลตอบแทนเพื่อเร่งความโลภ แล้วค่อยลากให้เติมเพิ่มจนเสี่ยงหมดตัว มันไม่ใช่แค่เรื่องดวง แต่เป็นเรื่องกลไกชักจูง+พฤติกรรมมนุษย์ที่โดนเล่นงาน
และถ้าคดีขยายไปถึงเรื่องเส้นเงิน/ฟอกเงิน โทษจะกระโดดขึ้นอีกระดับตามกฎหมายฟอกเงิน มาตรา 60 ที่กล่าวถึงโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับสูงสุด 200,000 บาท ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม “ตามเงิน” ถึงเป็นเส้นชัยของการสืบสวนหลายคดี (18 พฤษภาคม 2025) [3]
ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้แล้วเริ่มรู้สึกว่าเรื่องมันไม่ได้เล่น ๆ เป้าหมายไม่ใช่ทำให้กลัว แต่ทำให้ “เกิดการกระทำ” ที่ช่วยลดความเสี่ยงจริงในโลกออนไลน์
ลองคิดกลับด้านแบบสร้างสรรค์: เว็บพนันอยู่ได้เพราะทำให้เงินไหล “เร็วและมืด” ถ้าสังคมทำให้การเงิน “ช้าลงนิดและใสขึ้นหน่อย” เช่น รู้เท่าทันบัญชีม้า ลดการรับโอนมั่ว ๆ หรือแยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีทำงานชัดขึ้น ความเสียหายอาจลดลงแบบจับต้องได้
และถ้าเรามองการสืบสวนเป็นเหมือน “แผนที่เครือข่าย” เงินคือเส้นเชื่อม คนคือโหนด เว็บคือหน้ากาก การตัดเส้นเชื่อมด้วยความรู้พื้นฐานทางการเงินของประชาชน อาจทำให้เครือข่ายขยายยากขึ้นกว่าการวิ่งไล่ปิดเว็บทีละลิงก์ด้วยซ้ำ
ตำรวจจับเว็บพนัน ได้ยังไง ตอบชัด ๆ คือ “จับด้วยรอยที่เว็บลบไม่ทัน” โดยเฉพาะเส้นทางการเงินที่วิ่งผ่านบัญชีม้าและโอนหลายทอด ผสานหลักฐานดิจิทัลเพื่อระบุตัวคนและบทบาท แล้วปิดเกมด้วยการยึด/อายัดทรัพย์ ซึ่งในคดีฟอกเงินมีโทษสูงสุด 10 ปี และปรับสูงสุด 200,000 บาท
คำตอบคือ เพราะการสืบไม่ได้ผูกกับหน้าเว็บอย่างเดียว แต่ผูกกับเส้นเงินและหลักฐานดิจิทัล ธุรกรรมที่เกิดขึ้นก่อนเว็บปิดยังคงมีบันทึกจำนวนเงิน–เวลา–ปลายทาง ย้อนแผนที่ได้แม้ผ่านไป 7–30 วัน หากข้อมูลครบ
คำตอบคือ ตามได้ในเชิงเครือข่าย เพราะ “หลายทอด” คือหลายจุดเชื่อม ยิ่งมีการโอนถี่ เช่นภายในระดับ 30 วินาที หรือหลายครั้งต่อวัน ยิ่งสร้างแพทเทิร์นให้จับความสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ว่าหลายทอดแล้วปลอดภัยเสมอ

